TUKEMD

__TUKEMD__ชื่อบ้าน อ่านว่า ตุ๊ก-เอ็ม-ดี นะจ๊ะ เป็นชื่อในเน็ตของแม่ตุ๊กเองค่ะ

บ้านหลังน้อย หลังนี้เป็นของแม่ตุ๊ก,น้องมะปราง และ คุณป๋า

เป็นบล็อกเพื่อบันทึกความสุข ความทรงจำ ในการท่องเที่ยวที่ต่างๆของครอบครัวเราค่ะ



2553/06/02

ล่องแก่ง-ลอดถ้ำเจ็ดคต

28 พ.ค.2553 (เวลา ประมาณ 13.00น.)
ประมาณ บ่ายโมงพอกินข้าวเสร็จก็ถามเจ้าของร้านว่าไปขึ้นเรือล่องแก่งทางไหน เค้าก็ชี้ทางให้มีป้ายติดอยู่แล้ว ขับรถไปสัก 5 กม.(มั้ง..แป๊บนึง ทางค่อนข้างดี)ไปถึงสุดทางเลยก็เป็นท่าเรือ

สรุปก็คือ ท่าแบบนี้มีอยู่หลายท่ามากแต่ละท่าก็จะมีเจ้าของ และมีเรือที่มาสังกัดอยู่จำนวนหนึ่ง จะขึ้นท่าไหนก็ได้ แต่ที่ท่านี้เรียกว่าท่าหมู่หก ดูจากสถานที่เหมือนจะเป็นของ อบต.(หน่วยงานราชการ) ส่วนท่าอื่นจะเป็นของเอกชน ซึ่งท่านี้จะมีข้อดีคือเป็นต้นทางของการล่องแก่งมากทำให้ได้ล่องผ่านถ้ำเจ็ดคต ถ้าเป็นท่าอื่นที่อยู่ปลายน้ำกว่านี้แล้วต้องการจะมาถ้ำเจ็ดคตต้องพายเรือทวนน้ำขึ้นมาลำบากมากๆๆ
ค่านั่งเรือล่องแก่งนี้เค้าคิดคนละ200บ.(เด็ก 100บ.)นั่งได้ประมาณ 4-5 คน(รวมstaff พายเรือ) สรุปพวกเราจ่าย 500บ. มีคนพายพร้อม
ลงไปคอยที่ท่ากันเลยดีกว่า ที่ท่าสวยมากชอบๆๆ น่าเอาเสื่อมาปู นั่งปิกนิคเหลือเกิน หุหุ...

สต๊าฟเอาชูชีพมาให้สวม มีของเด็กด้วย ดีจัง...
คุณป๋าเตรียมเอามือถือกะกล้องใส่ถุงพลาสติก(กันเปียก) อิอิ..ของแม่ตุ๊กเป็นกล้องกันน้ำ..สบายเลย


สักพักก็มีเรือสไลด์ลงมาจากข้างบนเสียงดังมาก(คงหนักหน่ะ)

สต๊าฟ(ตัวเล็กมากๆๆ จะพาพวกเราไปไหวมั้ยน้า..แค่ป๋ากะแม่ตุ๊กก็.. หนักอยู่น้า..)

มีพาย 2 อัน คุณป๋าเลยต้องนั่งหน้าสุด(ช่วยพาย) มะปราง กะแม่ตุ๊กนั่งกลาง สต๊าฟอยู่หลังสุดคอยพายเป็นหลัก

คุณป๋าย้ำว่าพายแบบเรื่อยๆนะไม่เน้นเปียก เพราะอยากนั่งเรือชมวิว กะถ่ายรูปกันมากกว่าเตรียมพร้อมแล้วก็พายออกไป เข้าถ้ำเจ็ดคตก่อน ตรงปากทางเข้า น้ำเชี่ยวมากๆ คนพายเลยให้พวกเราเดินไปคอยหน้าปากถ้ำก่อน

แล้วคนพายก็พาเรือลุยน้ำไปเอง มีหินแหลมๆ พายไปเองต้องล่มแน่ๆ

ตรงปากทางเข้าถ้ำ มืดดด..สุดๆๆๆ
คุณป๋าเตรียมไฟฉายพร้อม..ลุย

มืดสุดๆเลยขนาดมีไฟฉาย 2 อันนะ ยังมองไม่ค่อยชัด ถ่ายรูปไม่ได้เลยแสงไม่พอ เงียบมาก มีเสียงค้างคาวบินไปบินมา เกาะที่เพดานถ้ำหลายร้อยตัวพอเอาไฟส่องมันก็บินหนี แต่มะปรางชอบมากๆๆๆ เพราะไม่เคยเห็นค้างคาวตัวเป็นๆเยอะๆอย่างนี้มาก่อน she กรี๊ดกร๊าดตลอดทาง บอกว่านั่งเรือชมถ้ำก็สบายนะไม่เหนื่อยเลย ไม่ร้อนด้วย
อันนี้เป็นสัญลักษณ์ของถ้ำเจ็ดคต ตรงใกล้ๆทางออก คนพายเรียกว่า "ดอกบัวคว่ำ"

ความยาวของถ้ำประมาณ 700 ม. ถึงทางออกแล้ว แม้ถ้ำนี้ดูยังไม่ค่อยพัฒนา ไม่มีไฟเลย แต่ก็ให้ความรู้สึกดีนะเหมือนมาเที่ยวแบบที่unseenสุดๆ
คุณป๋ายิ้มหวาน..หน่อยสิจ๊ะ

ตรงทางออกเจอคณะที่พายทวนน้ำเข้าถ้ำ 5-6ลำ ได้ยินเค้าบอกว่า เหนื่อยสุดๆๆ นี่ยังไม่รวมต้องพายทวนน้ำเข้าไปในถ้ำอีกนะ โห ..ไม่อยากจะคิดเลย
พวกเราก็ไปกันต่อ ข้างหน้ามีต้นไม้ล้มขวางทางน้ำอยู่ สงสัยเมื่อคืนฝนตกหนัก ไม่เป็นไร คนพายเค้าก็พาเราลากไปกับเรือจนได้..สบายมั่กๆๆค่า

ลำธารลึกประมาณแค่เข่าหรือบางช่วงแค่เอวผู้ใหญ่เท่านั้น ตรงริมน้ำมี"งู"ว่ายน้ำ อยู่ด้วย แม่ตุ๊กกลัวมากๆๆ แต่มันก็รีบว่ายหนีคนๆไปอย่างเร็วเหมือนกัน

ตามริมๆที่เป็นรูๆก็มีตัว varanus อยู่หลายตัวทั้งตัวเล็กๆและตัวใหญ่ๆ ถ่ายรูปไม่ทัน มันกลัวคนมาก รีบหนีไปหมด มะปรางบอกว่าเหมือนกิ้งก่ายักษ์จังเลย

ตามริมๆก็มีที่พัก ตลอดทาง เล็กบ้างใหญ่บ้าง

มีเป็นธารแอ่งหินไว้เดินเล่นนวดเท้าสบายดี

อันนี้ก็เป็นที่พักอีกแห่ง ดูเก่าไปหน่อย แต่คนเยอะเชียว

มีคนรอลงเรือจากที่พัก..ก็สะดวกดีนะ

ที่พักอันนี้ดูใหม่หน่อย

พายมาครึ่งทางแล้วประมาณ4กม.พักเหนื่อยหน่อยดีกว่า คนพายก็เหนื่อย คนนั่งก็เมื่อย เหน็บกินขาหมดแล้ว

มะปรางยังมีความสุข ขอเล่นน้ำ นิดนึง...

มีปลาตัวเล็กๆเหมือนที่สปาเท้า มันเข้ามาตอดขาใหญ่เลย (คงจะหิวมั้ง) แต่มะปรางไม่ชอบ บอกว่าจั๊กจี้

เก็บหอย เก็บหินไปเรื่อยเปื่อย

พอหายเหนื่อยก็พายต่อ ต้นไม้สูงใหญ่ เขียวชอุ่มมากๆลมเย็นสบายง่วงจังเลย

พายๆไป แรกๆก็สนุกดีผ่านไปสักชั่วโมงก็เริ่มเบื่อๆตอนหลังรู้สึกว่าเยอะไปหน่อยคิดว่าน่าจะลดลงซักครึ่งทางก็ได้น่าจะเหมาะกับครอบครัวแบบนี้มากกว่า มะปรางเริ่มเบื่อ นั่งเรือมา 2 ชม.แล้ว

ล่องเรือเสร็จประมาณบ่ายสามครึ่ง มาถึงสุดทางแล้ว ..เย้...

ระหว่างรอรถมารับกลับ มะปรางบอกว่าขอเล่นน้ำตรงนี้เลยดีกว่า ไม่ไปน้ำตกวังสายทองแล้ว น้ำใสแล้วก็เย็นมาก

น้ำดูเหมือนนิ่งๆแต่ก็ไหลเร็วนะ มะปรางลอยไปไกลเรื่อยๆ(คงจะตัวเล็กหน่ะ ปลิวไปตามน้ำ) คุณป๋าต้องไปลากกลับมา

นั่งรอรถมารับ เพราะคงไม่มีใครพายทวนน้ำ 7กม.กลับไปหรอกนะ มะปรางดูเป็นลูกหมาตกน้ำโดยแท้เชียว
เดินทางกลับ ผ่านทางโลกพระจันทร์ กับดาวอังคารกันอีกครั้ง พอเข้าทางดีคุณป๋าก็ซิ่งทันที มะปรางหลับไปแล้ว
ถึงหาดใหญ่ประมาณ 17.30น. กินข้าวแล้วก็กลับเข้าบ้านเลยค่ะ

2553/05/31

เที่ยวถ้ำภูผาเพชร จ.สตูล

28 พค 2553
พรุ่งนี้เป็นวันเกิดมะปรางก็ต้องพาไปเที่ยวซะหน่อย แต่คุณป๋าบอกว่าถ้าไปเที่ยววันเสาร์กลัวคนเยอะ
พอดีวันนี้เป็นวันวิสาขบูชาได้หยุดปิดร้านเลยไปเที่ยวดีกว่า พรุ่งนี้มะปรางต้องไปเรียนพิเศษด้วย
ครั้งนี้เป็นการไปสตูลครั้งที่ 3 ครั้งแรกตอนไปเที่ยวลังกาวี ก็ขับผ่านทางนี้เข้าเมืองสตูล เพื่อไปลงเรือที่ท่าเรือตำมะลัง
ครั้งที่ 2ไปเที่ยวทะเลบัน,น้ำตกยาโรย และด่านวังประจัน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่3 ที่ไปสตูล


พอตอนเช้าหลังจากโอ้เอ้นิดหน่อยก็ออกเดินทาง ประมาณ 8 โมงกว่าๆ ขับไปตามทางถนนสายเอเชีย รถเยอะเหมือนกัน
คงจะขึ้นกรุงเทพกันมั้ง เพราะเป็นวันหยุดยาว พอถึงสี่แยกคูหาเลี้ยวซ้ายผ่านรัตภูมิ ไปทางสตูลผ่านนาสีทอง เขาพระ แล้วเข้าเขตสตูล ถนนเป็นสี่เลนอย่างดีแต่คดเคี้ยวน่าดู ภูมิประเทศสวยดี ต้นไม้ร่มรื่นมาก คงเป็นเพราะมีฝนตกบ้าง ไม่ค่อยมีรถขับสบาย
พอขับมาถึงแยกควนกาหลง เลี้ยวขวาเข้าเส้น 4137 ผ่านอำเภอควนกาหลง ถนนก็กลายสภาพเป็นถนนโลกพระจันทร์บวกดาวอังคารซะงั้น มีการทำถนน รถขุดจอดเกะกะ ต้องขับช้ามากเพราะกลัวอุบัติเหตุ มีรถจักรขนาดใหญ่ทำงานอยู่เป็นระยะๆ จนถึงแยกไปมะนัง ถนนก็ดีขึ้นหน่อย

พอขับผ่านไปอีกหน่อยถนนก็แย่ขึ้นอีก หินก้อนเท่าลูกวัวกลิ้งขลุกๆอยู่ริมทางทั่วไปหมด โชคดีว่าป้ายบอกทางดีก็ขับตามไปเรื่อยๆขับเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเข้าทางเล็กทางน้อย ไปจนถึงแยกใหญ่ จะมีป้ายบอกทางว่าแยกไปน้ำตกวังสายทองอันหนึ่ง กับ ถ้ำเจ็ดคดและถ้ำภูผาเพชรอันหนึ่ง

เขาบอกว่าถ้ำภูผาเพชรไปยากสุดและไกลสุด พวกเราเลยกะจะไปจากอันที่ไกลที่สุดก่อน จึงขับไปเรื่อยๆจนถึง ถ้ำภูผาเพชร ก็เวลา 10 โมงกว่าๆแล้ว ที่ถ้ำภูผาเพชร มีรถจอดเต็มไปหมด มีทั้งรถบัสและรถตู้

เข้าไปด้านในกันก่อน
ต้องเดินอีกไกล ไปเข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า ห้องน้ำฟรี สะอาดพอควร

คนอื่นๆยังรีๆรอๆกันอยู่ ยังไม่เดินขึ้น เราไปซื้อตั๋วก่อน เด๋วคนเยอะ

ที่ทางขึ้นไม่มีคนเลย เจ้าหน้าที่บอกว่าไกด์รออยู่ที่หน้าถ้ำ

เดินขึ้นเหนื่อยเหมือนกันคุณป๋าบ่นว่าเหนื่อยมาก ต้องหยุดพักเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าประมาณ 300 ขั้น(มั้ง)
ทางเดินเป็นบันไดอย่างดี ไม่อันตราย
มะปรางยังยิ้ม ...สู้ตายค่า (สังเกตุดูหน้าคุณป๋าเริ่มซีดแล้ว หุหุ..สู้มะปรางไม่ได้)
ครึ่งทางมีศาลานั่งพัก

ใกล้แล้ว เริ่มยิ้มออก ถึงแล้ว...มีคนนั่งรอเข้าถ้ำหลายคน ไกด์บอกว่ารอให้ครบ 100คนก่อน เพราะมีไกด์แค่ 4 คนเอง ไม่พอกับนักท่องเที่ยว
คุณป๋าบอกว่าไม่รอแล้วเสียเวลา จะเข้าเลย เค้าเลยให้ไกด์จิ๋วชื่อน้องรุจ(ไม่ใช่เดอะสตาร์นะ) ช่วยเป็นไกด์ (ตัวใหญ่กว่ามะปรางนิดนึง แต่อยู่ ป. 6 แล้วนะเนี่ย) นำเดินชม

จะต้องลอดรูเล็กๆเข้าถ้ำ(เล็กมากๆเลย แม่ตุ๊กต้องขดตัวเต็มที่ กลัวเข้าไม่ได้ อายแย่เลย...)
พอหลุดรู ข้างในกว้างงงง.. มากๆ เย็นสบาย มืดๆ กลิ่นมูลค้างคาวฟุ้งไปหมด

ในถ้ำจะมืดมาก ต้องมีคนนำ ดีนะคุณป๋าเตรียมไฟมาพร้อม (จากประสบการณ์เข้าถ้ำบ่อย) ทำให้ทางเดินสว่างมากขึ้น ทางเดินเป็นไม้อย่างดี เดินสบาย
น้องไกด์ก็พาเดินไปตามทาง บรรยายคล่องมาก เสียงดัง พูดเก่งเชียว
อันนี้อยู่ด้านหน้าสุด เรียกว่า ..เสาค้ำสุริยัน...
ชื่อที่เรียกก็เป็นไปตามจินตนาการของคน อาจดูแล้วแตกต่างกันออกไป

อันนี้คือเรือ ..ก็เหมือนเนอะ มีเสาด้วย

อันนี้จะเริ่มเห็นประกายเพชรแล้ว ถ่ายมาไม่ค่อยชัด เพราะแสงไม่พอ
ส่วนอันนี้เรียกว่าม่านภูผาเพชร


นี่งัย...เริ่มเห็นประกายเพชรยังจ๊ะ..วิ้งๆๆมากๆๆ ของจริงสวยมากๆค่ะ (ห้ามจับ)

เดินขึ้นๆลงๆในถ้ำตลอดระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

ประกายเพชรเต็มตาไปหมด
ห้องหัวแหวนเพชร

หินเป็นชั้นๆคล้ายอยู่ใต้ทะเลเลย
มีหินปะการังด้วย..ไม่ค่อยชัดหน่ะ ไม่ว่ากันนะจ๊ะ

เหมือนหัวพญานาค

อันนี้ก็ จำไม่ค่อยได้..แก่แล้ววว..ไกด์ก็บอกตลอดทางนะ แต่ลืม หุหุ

อันนี้เค้าบอกว่าเหมือนน้ำตก.. (น้ำตกวังสายทอง)

น้องไกด์บอกว่านี่คือ " อ่างศักดิ์สิทธิ์" จะมีน้ำหยดลงมาจากข้างบน ถ้าใครเอามือรองน้ำได้แล้วเอามาล้างหน้า จะโชคดี
หุหุ แม่ตุ๊กไม่พลาดอยู่แล้ว รองน้ำได้ปุ๊บก็เอามาลูบหน้าสุดที่รักทั้ง2 คือมะปรางกะคุณป๋าทันที

ในถ้ำจะมีเจ้าตัวนี้ส่งเสียงตลอด เรียกว่า จิ้งหรีดถ้ำ..หนวดยาวมากๆๆ เพราะมันมองไม่เห็น เป็นธรรมชาติของสัตว์ที่อยู่ในถ้ำมืดๆหรือทะเลลึกๆที่แสงส่องไมถึง เซลรับแสงของลูกตาจะไม่เจริญ

เข้าไปลึกๆๆเรื่อยๆจะเห็นแสงจากข้างบนรูของถ้ำแล้ว

ต้องเดินลงไปอีกที จะเห็นมีคนอยู่เป็นร้อยเลย มีคนกลุ่มนึงเค้ามุงดูอะไรกันน้า..ไปดูกันดีกว่า

เค้าเรียกว่า"หินมรกต" มันเป็นสีเขียวๆเหมือนมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ คนมามุงๆกัน เพื่อจะโยนเหรียญ และอธิษฐาน
คนเยอะมาก น้องไกด์เลยพาเรา ไปอีกห้องนึง มืดสุดๆ ดีที่ได้ไฟฉาย 2อัน
เรียกว่า ..ห้องมังกรโอบ..มีเป็นเส้นยาวๆล้อมรอบ
แล้วก็มีคนมาถูๆๆขอหวยกัน..ตามเคย อีกไม่กี่วันหวยก็ออกแล้วนะ


มีหินปะการังมากมาย
เหมือนสิงห์มั้ย


ถ้ำนี้ค่อนข้าง unseen เพราะยังดูบริสุทธิ์มากๆ ถ้ำนี้มีขนาด 50 ไร่ ....มีทั้งหมด 4หรือ5ชั้นก็จำไม่ได้ แต่ที่เปิดให้เข้าชมมีแค่ชั้น 2เท่านั้น น้องไกด์บอกว่าส่วนอื่นจะอันตราย มีเหวลึก
พอเดินเสร็จก็เหนื่อยมากเพราะเดินขึ้นๆลงๆในถ้ำตลอดประมาณ 2 ชม. แต่ก็สวยสมกับความเหนื่อยออกมานั่งพักสักครู่ก็เดินลงมา(ตอนลงไม่เหนื่อยเท่าไหร่)


ลงมาถึงข้างล่างก็เที่ยงนิดๆ ซื้อไก่จ๊อ กับ ไข่นกกินแก้เหนื่อยแล้วไปหาข้าวเที่ยงกินเป็นร้านค้าอยู่ในหมู่บ้าน มีข้าวหมูแดง ข้าวขาหมูให้กินด้วย ...ที่ประหลาดใจก็เพราะปกติแถวนี้จะเป็นชุมชนมุสลิมค่ะ กินข้าวกันก่อนนะคะ

เด๋วตอนบ่ายไปล่องแก่งกันค่ะ